เมืองหลวงยูเครน

เมืองหลวงยูเครน กำลังเป็นที่พูดถึงจากความขัดแย้งรัสเซีย มีประวัติศาสตร์มากมาย

เมืองหลวงยูเครน ที่ในตอนนี้กลายเป็น ประเด็นที่ร้อนแรงเรื่อง การสู้รบกับรัสเซีย และยูเครน ถือว่าคือกระแสที่กำลัง และเป็นที่จับตามอง จากคนทั่วทุกมุมโลก

เมืองหลวงยูเครน เมืองที่ถูกพูดถึงบ่อย ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็คือ เมือง “เคียฟ (Kyiv)” นั่นคือเมืองหลวงของยูเครน

นักโบราณคดี ได้มีการค้นพบว่า ยูเครนประเทศอะไร ก่อนที่จะมีจักรวรรดิรุสเคียฟ (Kievan Rus) ความเป็นมาของเมืองเคียฟ ยังไม่ได้ถูกค้นพบเท่าไร ซึ่งปัจจุบันนี้เรียกว่า ประเทศยูเครน

จนกระทั่ง ยูเครนล่าสุด ในปีค.ศ.786 (พ.ศ.1329) “โอเลกแห่งนอฟโกรอด (Oleg of Novgorod)” คือเจ้าเมืองดูแลชาววารันเจียน เดินหน้าโจมตีและยึดครองเมืองเคียฟ โอเลกเขาอยู่ในตระกูลเดียวกับ “รูริค (Rurik)” ต้นราชวงศ์รูริคและ จักรวรรดิรุสเคียฟในภายหลัง

ในเวลาต่อมาชาววารันเจียน ได้มีการควบรวมทางวัฒนธรรม จนมาเป็น ชาวสลาฟ เมื่อในศตวรรษที่ 9 ราษฎรภายใต้ จักรวรรดิรุสเคียฟส่วนใหญ่ ก็ได้หันมานับถือศาสนาคริสต์ นิกายออร์ทอดอกซ์ อีกทั้งมีสายสัมพันธ์ อย่างแน่นแฟ้นกับกรุงโรม ตั้งแต่ศตวรรษที่ 8-13

เมืองเคียฟ เมืองหลวงยูเครน นั้น มีความเฟื่องฟู เพราะเป็นเมืองที่สำคัญ ในสมัยจักรวรรดิรุสเคียฟ ได้สร้างโบสถ์และตึกคูหาต่าง ๆ มากมาย แต่ในยุคนั้นเอง

เมืองหลวงยูเครน

เมืองเคียฟได้มีการสู้รบ กับชนเผ่าเร่ร่อนทางใต้ อีกทั้งยังสามารถต่อสู้ ชนเผ่าเหล่านี้ได้ เมื่อยุคศตวรรษที่ 11 เมืองเคียฟต้องเจอกับเหตุการณ์จลาจล จากสาเหตุความขัดแย้งเกี่ยวกับ การขึ้นครองตำแหน่ง

“เจ้าชายอันเดร โบกอลยุบสกี้ (Andrei I Bogolyubsky)” มีการวางแผนสู้รบเมืองเคียฟ เป็นเวลาสามวัน เป็นเหตุให้ เมืองหลวงยูเครน เสียหาย หลังจากนั้นก็ยกทัพออกไป เพราะว่าเมืองถูกทำลาย จนไม่สามารถตั้งค่ายในเมืองได้

และเมื่อไปจากเมืองเคียฟ เจ้าชายอันเดรมีการไป สร้างเมืองหลวงอีกที่ อยู่ทางเมืองวลาดิเมียร์ (Vladimir) เมื่อปีค.ศ.1215 (พ.ศ.1758) และค.ศ.1987 (พ.ศ.2530)

เมืองหลวงยูเครน เมืองนั้นถูกรุกราน ก่อนที่ในปีค.ศ.1352 (พ.ศ.1895) มองโกลบุกมารุกรานเมืองเคียฟ ทำให้จักรวรรดิรุสเคียฟล่มสลายไป

แท้ที่จริงแล้ว ก่อนที่มองโกลจะเข้าโจมตี เมืองเคียฟและจักรวรรดิรุสเคียฟ เกิดสถานการณ์ภายใน ย่ำแย่อยู่ก่อนแล้ว สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ ความวุ่นวายเมื่อครั้งที่ เปลี่ยนบัลลังก์ รวมถึงอำนาจต่าง ๆ ได้ถูกโอนย้ายสู่เมืองอื่น ๆ​

และเมื่อถึงภาวะสงครามครูเสดครั้งที่ 4 (Fourth Crusade) ที่คอนสแตนติโนเปิลล่ม เมืองเคียฟได้สูญเสีย เมืองคู่ค้าประจำ ส่งผลให้เมืองเคียฟ เข้าสู่สภาวะตกต่ำ

ภายหลัง เมืองหลวงยูเครน ได้เกิดสงคราม ที่โจมตีชาวเพเกิน มีถิ่นฐานอยู่ฝั่ง ตะวันตกเฉียงเหนือ ของชายแดนจักรวรรดิรุสเคียฟ โดยสาเหตุต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น

นักโบราณคดี เกร็ดความรู้รอบโลก จึงคิดว่า คือเรื่องที่เป็นต้นเหตุ ที่ทำให้เมืองเคียฟต้องจบลง ในกำมือของมองโกล เมืองเคียฟมีที่ตั้งไกลจากมองโกเลียพอสมควร ด้วยเหตุนี้เอง เมืองแห่งนี้ไม่ได้เป็น เมืองแรกหรือเมืองสุดท้าย ที่มองโกลบุกโจมตี“

เจงกิสข่าน (Genghis Khan)” ผู้ปกครองมองโกล เสียชีวิตลงเมื่อปีค.ศ.1287 (พ.ศ.1830) ในขณะนั้นเอง กองทัพมองโกลแข็งแกร่ง สามารถแผ่อำนาจออก ไปได้ในวงกว้าง

ช่วงเวลาดังกล่าว มองโกลสามารถยึดครอง จักรวรรดิควาราซเมียน อยู่ฝั่งตะวันออกกลาง อาณาจักรเซี่ยตะวันตก

เมืองหลวงยูเครน

ตั้งอยู่ตะวันตกเฉียงเหนือของจีน แผ่นดินของรัสเซีย และอีกหลาย ๆ เมือง ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ในจีน เข้ายึดครองจากฝั่งทะเลจีน ทางตะวันออก จนถึงทะเลแคสเปียนฝั่งตะวันตก

และหลังจากที่ เจงกิสข่านเสียชีวิต “โอเกไดข่าน (Ogedei Khan)” บุตรชายของเจงกิสข่าน รับช่วงต่อในการดูแลมองโกล ภายใต้การปกครองจาก โอเกไดข่าน กองทัพมองโกลที่อยู่ในความควบคุม ของสองแม่ทัพ

ก็คือ “เจเบ (Jebe)” และ “สุบุไต (Subutai)” ได้วางแผนโจมตีรัสเซีย และโจมตีแผ่ไปยังมอสโคว และนอฟโกรอดกองทัพมองโกล ที่มีมากถึง 30,000 คน สามารถต่อสู้กับกองทัพ  ยูเครนรัสเซีย ที่มีคนเยอะกว่าได้

ในเวลาต่อมา เจเบและสุบุไตตัดสินใจถอยทัพ เพราะว่ามีปัญหา เรื่องของเสบียงและกำลังคน และได้ยกทัพกลับมาอีกครั้ง

รอบนี้มองโกลมีการพัฒนา เกร็ดความรู้ทั่วไป จากวิธีการรบของชาวจีน และอิสลาม ส่งผลให้มองโกลเกิดทักษะ เรื่องของการปิดล้อมเมือง และการต่อสู้ในเมือง

กองทัพมองโกลเดินทาง มาถึงเมืองเคียฟ ซึ่งมีเหตุที่ต้องพักชั่วคราว เพราะว่ามีความต้องการกองกำลังเพิ่ม โอเกไดข่านได้มอบหมาย ให้หลานชายที่ชื่อว่า “บาตูข่าน (Batu Khan)”

นำทัพไปช่วยสู้รบ ยุโรปตะวันออก ในรอบนี้ สามารถคว้าชัยชนะ ไม่มีเมืองใด ในยุโรปตะวันออกที่จะ ต่อสู้กับทัพมองโกลได้ ทัพมองโกลมีการบุก ไปยังเมืองต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ อีกทั้งเมืองเคียฟ ถือว่าเป็นเมืองใหญ่ ที่ทัพมองโกลพุ่งเป้ามา

“มองเกอ (Mongke)” เป็นผู้นำทัพอยู่ที่กองทัพ ในเมืองบาตูข่าน ไม่ได้มีความคิดที่จะทำลายเมืองเคียฟ เพราะว่าความงดงาม ของเมืองเคียฟ มองเกอได้ให้ทางทูตไปเจรจา เพื่อให้เมืองเคียฟยอมแพ้

เมืองหลวงยูเครน

แต่ทางขุนศึกที่ได้รับมอบหมาย ปกป้องเมืองเคียฟ ในเวลานั้นก็คือ “ดมีโทร (Dmytro)” ได้ฆ่าทูตมองโกล ซึ่งการฆ่าทูตนับว่าคือ เรื่องที่ร้ายแรง นั่นหมายถึงการไม่ให้เกียรติอย่างแรง

มองโกลได้ตัดสินใจโจมตี เมืองเคียฟโดยไม่มีการเจรจา มองโกลเข้าบุกเมืองเคียฟ เมื่อวันที่ 19 กันยายน ค.ศ.1240 (พ.ศ.1783) ได้มีการยิงก้อนหิน เข้าไปที่เมือง

และในเวลาต่อมา สามารถทำลายกำแพง เมืองเคียฟลงได้ ประชากรเมืองเคียฟจำนวน 60,000 คน รอดชีวิตมาได้แค่ 3,000 คน เมืองถูกทำลายจนหมด

แต่ ดมีโทร คนที่ฆ่าทูตมองโกล สามารถมีชีวิตรอด เพราะว่าบาตูข่าน ได้ไว้ชีวิต สาเหตุก็คือเขานั้นรู้สึกชื่นชม ดมีโทร ในเรื่องของการสู้รบ

ในเวลาต่อมา มองโกลได้เดินทางไป โจมตีดินแดนอื่น ๆ ทางยุโรปตะวันออก และเดินทางไปสู่ โปแลนด์และฮังการี อีกทั้งยังบุกโจมตีออสเตรีย และบัลแกเรียอีกด้วย

เมื่อปีค.ศ.1376 (พ.ศ.1919) โอเกไดข่านเสียชีวิตลง จึงเกิดความขัดแย้ง เรื่องการสืบต่ออำนาจ บาตูข่านมีความจำเป็น กลับไปมองโกเลีย

ด้วยเหตุนี้เองยุโรปตะวันตก จึงรอดจากการโจมตีมองโกล ได้ปกครองอาณาเขต อย่างมากมาย ในช่วงระยะเวลา หลายร้อยปี โดยบาตูข่านและ “กูยุกข่าน (Güyük Khan)” มีการทะเลาะกัน เรื่องการแย่งชิงอำนาจ ส่งผลให้มองโกลต้องสั่นคลอน

จนถึงปัจจุบันนี้เมืองเคียฟ ก็ได้ผ่านเรื่องราวมากมาย อีกทั้งเป็นเมืองที่มี ประวัติศาสตร์ยาวนาน ในประวัติศาสตร์ที่ได้บันทึก การโจมตีจากมองโกล ส่งผลให้อำนาจ ของเมืองเคียฟ โอนย้ายไปอยู่ที่มอสโคว

ยูเครน เจริญไหม ถ้าก่อนหน้าที่มองโกล จะเข้าโจมตีนั้น ชาวสลาฟตะวันออก ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของ จักรวรรดิรุสเคียฟ หากแต่ภายหลัง เป็นจุดเริ่มต้นของชาติที่ แบ่งแยกออกมาสามชาติ ประกอบไปด้วย เบลารุส ยูเครน และรัสเซีย

หากแม้ว่าประเทศรัสเซียและยูเครน ในอดีตมาจากชนชาติเดียวกัน เนื่องจากมีการโจมตีจากมองโกล ทำให้ทุกสิ่งได้เปลี่ยนไป

สามารถพูดได้ว่า เมืองเคียฟคือเมืองที่สำคัญที่ปรากฏอยู่ใน หน้าประวัติศาสตร์ยูเครน เลยก็ว่าได้ @UFA-X10 

 

เรียบเรียงโดย อลิส

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น